ไร้รัฐ ไร้ชาติ ไร้สิทธิ?

posted on 04 Jul 2015 22:44 by yajoksamka

ไร้รัฐ ไร้ชาติ ไร้สิทธิ? 

เบญจพร  สิทธิหาญ

ในโลกที่มีความก้าวหน้าไปในทุกๆด้าน มีการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนความต้องการที่มีมากขึ้นของประชากรโลก กลุ่มผู้ขับเคลื่อนความเป็นไปของโลก ไม่ว่าจะเป็นเอกชน นักลงทุน หรือรัฐประเทศต่างก็แข่งขันกันเพื่อช่วงชิงความเจริญให้แก่ตนเอง แต่ในโลกที่มีความพยายามในการแก่งแย่งแข่งขันเพื่อผลักดันตนเองให้เติบโตยิ่งขึ้นไปนั้น ยังมีกลุ่มคนเล็กๆ อีกหลายกลุ่ม ซึ่งกระจายตัวกันอยู่ทั่วโลก เป็นกลุ่มคนที่ไม่มีที่ยืนในสังคม ไม่มีตัวตนอยู่ในโลกเพราะไม่มีหลักฐานอันที่แสดงถึงความเป็นประชากรของรัฐใดรัฐหนึ่งบนโลกใบนี้ แม้พวกเขาจะพยายามส่งเสียงเรียกร้องความสนใจมากเพียงใด แต่สิ่งที่ได้กลับมาเป็นเพียงโอกาสน้อยนิดจากกลุ่มคนที่มองเห็นความเป็นมนุษย์ผู้หนึ่ง และได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือของพวกเขา คนเหล่านี้คือ คนไร้สัญชาติ หรือคนไร้รัฐ (Statelessperson) 

    คนไร้รัฐในไทยนั้นเป็นผู้ที่มีฐานะทางกฎหมายที่เป็นผู้มีสัญชาติไทย เพียงแต่ยังไม่มีการพิสูจน์ หรือไม่มีโอกาสพิสูจน์ หรือไม่มีพยานหลักฐานในการพิสูจน์ ซึ่งถือว่าเป็นการริดรอนสิทธิความเป็นผู้มีสัญชาติไทย ทำให้เสียโอกาสใช้สิทธิต่างๆ อย่างมาก เช่น การได้รับสวัสดิการทางด้านสุขภาพที่เท่าเทียมกับคนไทยที่มีบัตรประชาชน การพิจารณารับเข้าศึกษาในระดับการศึกษาที่สูงกว่าการศึกษาขั้นพื้นฐานตามกฎหมายกำหนด การยื่นสิทธิขอรับทุนการศึกษา การออกนอกพื้นที่จังหวัดอย่างอิสระ การประกันรายได้ ฯลฯ และการไม่มีสัญชาตินี้ยังก่อให้เกิดปัญหาสังคมเช่น แรงงานเถื่อน การก่ออาชญากรรม การเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศโดยผิดกฎหมาย เป็นต้น ซึ่งปัญหาคนไร้รัฐนั้นมีมาจากหลายสาเหตุดังกรณีตัวอย่าง

 

 การพลัดถิ่น 

กรณีตัวอย่าง : นางปรีดา ชาญสมุทร (มารดาของเด็กชายกิตติทัศน์ ชาญสมุทร กรณีตัวอย่างจากหนังสือคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติในรัฐไทย โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร)

 นางปรีดาเป็นคนไทยพลัดถิ่น ครอบครัวของปรีดาเคยเป็นคนเชื้อชาติไทยอาศัยอยู่บริเวณจังหวัดมะริด ประเทศพม่าในปัจจุบัน ซึ่งพื้นที่บริเวณนั้นเคยเป็นดินแดนของประเทศไทยซึ่งเสียดินแดนแก่อังกฤษไปในราวสมัยรัชกาลที่ 5 ในเวลาที่ปรีดาเกิด มะริดได้ตกเป็นของประเทศพม่าไปแล้ว แม้จะมีเชื้อชาติไทย แต่ปรีดาก้ไม่ได้มีสัญชาติไทย เพราะพ่อแม่ของปรีดาได้เสียสัญชาติไทยโดยผลของการเสียดินแดน ทำให้แม้จะในประเทศพม่าหรือประเทศไทยปรีดาก็เป็นคนพลัดถิ่นสำหรับทั้งสองรัฐอยู่ดี และผลของความเป็นคนพลัดถิ่นก็ตกมาสู่ลูกชายของเธอ ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตให้แจ้งเกิดในไทยทั้งๆที่มีพ่อคือนายชัชชัย ชาญสมุทรเป็นคนไทยแท้ที่มีบัตรประชาชน และยังทำให้ปรีดาโดนฟ้องในข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมายอีกด้วย

 

ถูกจำหน่ายออกจากทะเบียนบ้านสำหรับผู้ที่อยู่ในประเทศไทย(ทร.๑๔)จากความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่

กรณีตัวอย่าง : ครอบครัวแซ่ลี (กรณีตัวอย่างจากหนังสือคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติในรัฐไทย โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร)

   ครอบครัวแซ่ลีเป็นคนชนเผ่าลีซูในจังหวัดเชียงราย และได้รับการยืนยันสัญชาติไทยจากการยื่นขอลงสัญชาติไทยตาม “ระเบียบการกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพิจารณาลงสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านให้แก่ชาวเขา พ.ศ.2517” แต่ต่อมาถูกจำหน่ายออกจากทะเบียนบ้านสำหรับผู้ที่อยู่ในประเทศไทย(ทร.๑๔) โดยได้รับเหตุผลจากที่ว่าการอำเภอว่า “เป็นการเข้าผิดช่อง” เพราะครอบครัวแซ่ลียื่นว่าเป็นชนเผ่าลีซู แต่ที่มีในสำนักทะเบียนกลางกลับเป็นชาวจีนฮ่อ แม้ครอบครัวแซ่ลีจะพยายามยืนยันว่าพวกเขานั้นเป็นชนเผ่าลีซูแท้ก็ตาม ครอบครัวแซ่ลีต้องพบกับปัญหาใหญ่ทันที ผู้เป็นพ่อซึ่งเป็นเสาหลักของครอบครัวทำอาชีพขับรถรับส่งนักเรียน ต้องหวาดระแวงการถูกจับหากออกนอกเขตจังหวัด ลูกๆต้องขออนุญาตเจ้าหน้าที่ทุกครั้งที่จะออกจากเขตจังหวัดและถูกจำกัดระยะเวลาการออกนอกเขตพื้นที่ ทำให้ไม่สามารถออกไปหางานที่ดีๆทำได้ และนอกจากนี้ยังส่งผลถึงรุ่นลูกรุ่นจากนั้นที่จะไม่มีสิทธิได้รับสัญชาติไทย แม้จะมีพ่อหรือแม่เป็นคนไทยแท้ก็ตาม

 

ความห่างไกลความเจริญ ความไม่รู้ข้อกฎหมาย และการเพิกเฉยต่อหน้าที่ของเจ้าหน้าที่

กรณีตัวอย่าง : ครอบครัวของจอบิ (กรณีตัวอย่างจากหนังสือคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติในรัฐไทย โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร)

  จอบิเกิดในครอบครัวคนไทยดั้งเดิมชาติพันธุ์กะเหรี่ยง(สกอร์) ซึ่งอาศัยอยู่ที่บ้านบางกลอยบน อำเภอแก่งกระจาน เป็นหมู่บ้านที่อยู่ลึกในภูเขาที่ต้องใช้เวลาเดินเท้าถึงสองวันกว่าจะถึงตัวอำเภอสวนผึ้งซึ่งอยู่ใกล้ที่สุด ความยากลำบากนี้เองทำให้ครอบครัวของจอบิและครอบครัวคนไทยดั้งเดิมชาติพันธุ์กะเหรี่ยง(สกอร์) อื่นๆ ตกสำรวจสำมะโนไป เมื่อจอบิย้ายจากบ้านกลอยบนไปทำงานที่อำเภอสวนผึ้ง และได้แต่งงานมีลูกอีกสี่คน แต่ความไม่รู้ข้อกฎหมายของจอบิ จึงไม่ได้ไปแจ้งเกิดให้กับลูกๆทั้งสี่คน แต่ได้จดรายละเอียดวันเกิดของลูกๆไว้อย่างครบถ้วน จนเมื่อจอบิเป็นแพะรับบาปถูกจับกุมในข้อหายิงรถตู้นักเรียน และยังได้รับข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมาย “ผมไม่เคยรู้เลยว่าผมเป็นคนไทย ผมรู้แต่ว่าผมเป็นคนกะเหรี่ยง แล้วเกิดฝั่งไทย”จอบิได้กล่าวไว้ได้รับทราบความจริงข้อนี้ตอนที่ถูกขังจากทนายความ เมื่อสิ้นสุดคดี จอบิได้พ้นโทษและได้เข้ารับการรักษาตัวโดยเป็นคนไข้ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ทนายความได้แนะนำให้จอบิยื่นคำร้องขอสัญชาติโดยให้ญาติเป็นพยาน แต่เรื่องกลับดำเนินการช้าถึงหนึ่งปี พยานโดนข่มขู่ให้กลับคำให้การและจอบิเองก็ถูกทางอำเภอแก่งกระจานแนะนำให้ถอนฟ้อง จอบิกังวลใจอย่างมาก เพราะหากเขาไม่ได้รับสัญชาติไทยแล้ว ลูกๆของเขาก็จะไม่สามารถออกไปเรียนที่อื่น และตัวเขาเองก็จะไม่สามารถไปทำงานที่อื่นได้เช่นกัน แต่ในที่สุด จอบิก็เลือกที่จะยื่นเรื่องโดยเริ่มจากการเป็นคนต่างด้าวก่อน จนในที่สุดก็ได้สัญชาติไทยมา

 

มาตรฐานขั้นต่ำเกี่ยวกับชีวิตของคนไร้สัญชาติ 

1. แนวทางข้อกำหนดด้านสิทธิทางสังคมและการคุ้มครองสิทธิ

    - การคุ้มครองสิทธิ ได้แก่

       1. คนไร้สัญชาติที่ไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎร มีสิทธิอาศัยอย่างน้อยเป็นการชั่วคราวในประเทศไทย

       2. คนไร้สัญชาติจะต้องไม่ถูกส่งกลับไปนอกราชอาณาจักรไทย โดยไม่สมัครใจ หรือถูกส่งกลับไปรับความยากลำบาก หรือความตาย

       3. ได้รับการคุ้มครองความปลอดภัยจากการทำงาน ไม่ถูกเอาเปรียบเกี่ยวกับการทำงาน

       4. ได้รับการปฏิบัติในการเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียมกับบุคคลอื่นในสังคม โดยไม่มีการละเมิดและถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม

       5. สามารถเดินทางไปรับบริการการศึกษา การรักษาพยาบาลได้เช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป

    - สถานภาพบุคคลทางกฎหมาย ได้แก่

       1. บุคคลที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยที่มีเชื้อสายไทย แต่ยังไม่ได้รับการพิจารณาทางสถานะทางกฎหมาย มีโอกาสได้รับการพิจารณาให้สัญชาติไทย

       2. บุตรของบุคคลที่มีเชื้อสายไทย ที่เกิดในประเทศไทย ได้รับสัญชาติไทย

       3. บุคคลที่มีชื่ออยู่ในระบบการทะเบียนราษฎร ซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศไทยติดต่อกันเป็นเวลานานไม่ต่ำกว่า 10 ปี จนกลมกลืนกับสังคมไทยและไม่สามารถเดินทางกลับประเทศต้นทาง มีโอกาสได้รับการพิจารณาสถานะเป็นบุคคลต้างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย และมีโอกาสได้รับการพิจารณาให้ได้สัญชาติไทย

       4. บุคคลที่เกิดและอาศัยอยู่ในประเทศไทย แต่ยังไม่มีสถานะทางกฎหมาย และศึกษาสำเร็จในสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย ได้รับการพิจารณาได้สัญชาติไทย

       5. บุคคลที่เกิดและอาศัยอยู่ในประเทศไทย แต่ยังไม่มีสถานะทางกฎหมาย และยังไม่สำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ได้นำเข้าสุ่กระบวนการพิจารณากำหนดสถานะทางกฎหมาย

       6. บุคคลที่ขาดบุพการี หรือบุพการีทอดทิ้งตั้งแต่วัยเยาว์ และมีชื่ออยู่ในระบบการทะเบียนของทางราชการ และอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลาอย่างน้อย 10 ปี จนกลมกลืนกับสังคมไทยและมีคุณสมบัติอื่นๆ ตามหลักเกณฑ์ที่ทางราชการกำหนดได้รับการพิจารณาให้สัญชาติไทย

       7. บุคคลที่ขาดบุพการี หรือบุพการีทอดทิ้ง ที่ได้รับสถานะเป็นบุตรบุญธรรมตามคำสั่งของศาล เมื่อผู้รับบุตรบุญธรรมเป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทย ได้รับสัญชาติไทย

       8. บุคคลที่มีผลงาน/ความรู้ความเชี่ยวชาญที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาประเทศใน ด้านการศึกษา ศิลปวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและการกีฬา รวมทั้งด้านอื่นๆ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเห็นสมควรได้รับการพิจารณาให้ได้สัญชาติ ไทย

       9. บุตรของคนไร้สัญชาติที่เกิดในประเทศไทย ได้รับการแจ้งเกิดและได้รับสูติบัตร ซึ่งเป็นเอกสารแสดงการเกิด

2. แนวทางข้อกำหนดทางสังคมต่อไร้สัญชาติ

    - การเข้าถึงบริการ ได้แก่

      1. คนไร้สัญชาติสามารถเข้าถึงกองทุนสวัสดิการด้านการศึกษาในชุมชน กองทุนส่งเสริมการประกอบอาชีพในชุมชน กระบวนการยุติธรรม

      2. สามารถไปใช้บริการจากภาครัฐ สามารถเข้าร่วมกิจกรรมที่ชุมชนและสังคมจัดขึ้น

    - การมีส่วนร่วม ในที่นี้หมายถึง คนไร้สัญชาติได้รับโอกาสเป็นสมาชิกและมีส่วนร่วมในชุมชน

    - ภูมิปัญญาและวัฒนธรรม ในที่นี้หมายถึง คนไร้สัญชาติ/ครอบครัว มีโอกาสถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีรากฐานทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์

    - การบริโภคข้อมูลข่าวสาร ได้แก่

      1. คนไร้สัญชาติรับทราบข้อมูลข่าวสารและแหล่งบริการต่างๆ ที่มีอยู่ในชุมชนและภายนอกชุมชน

      2. รับทราบและเข้าใจถึงวิธีการไปใช้สิทธิและบริการที่มีอยู่ตามความต้องการคนไร้สัญชาติ

      3. มีส่วนร่วมในการให้ข้อมุลข่าวสารและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแก่คนในชุมชน หน่วยงานและสังคม มีฐานข้อมูลชุมชนที่เป็นประโยชน์ในการมาใช้บริการ หรือการมาขอรับความช่วยเหลือ

3. แนวทางข้อกำหนดด้านความมั่นคงในการดำรงชีวิต 

   - สุขภาพ ในที่นี้หมายถึง คนไร้สัญชาติสามารถเข้ารับบริการด้านสุขภาพจากสถานพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย ได้รับการดูแลและรับผิดชอบการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วยจากการทำงานจากนาย จ้าง

   - ที่อยู่อาศัย ในที่นี้หมายถึง คนไร้สัญชาติและครอบครัว มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง โดยมีถิ่นที่อยู่/ทะเบียนบ้าน หรือทะเบียนประวัติ (ตามมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง)

4. แนวทางข้อกำหนดด้านการศึกษา 

   - การศึกษา ในที่นี้หมายถึง บุตรคนไร้สัญชาติได้รับการศึกษาจนสำเร็จขั้นพื้นฐาน และต้องได้รับหลักฐานทางการศึกษา สถานศึกษาในชุมชนที่มีคนไร้สัญชาติ เปิดโอกาสให้ (ไม่ปิดกั้น) บุตรของคนไร้สัญชาติได้เข้าเรียน

 

   การไร้สัญชาติยังคงเป็นปัญหาสำคัญในหลายภูมิภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดต่างๆ ทางภาคเหนือ มีการประมาณการณ์ว่าประเทศไทยมีประชากรไร้สัญชาติประมาณสองล้านคน รวมถึงชาวเขาและชนกลุ่มน้อยอีกประมาณ 400,000 คน แม้สังคมยุคปัจจุบันมีความก้าวหน้าในด้านสิทธิมนุษยชนมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก เนื่องจากมีการรณรงค์เกี่ยวกับสิทธิต่างๆของประเทศที่มีความเสรีทางความคิด เช่น อเมริกา หรือสหภาพยุโรปมากขึ้น มีการก่อตั้งองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือด้านการติดต่อประสานงานกับหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านสิทธิขั้นพื้นฐาน รวมถึงการให้ความรู้ด้านสิทธิของคนไร้รัฐและแนวทางวิธีการร้องขอสิทธิการเป็นบุคคลของรัฐนั้นๆ ก็ยังไม่เพียงพอและทันการต่อชีวิตที่พวกเขาควรได้รับ แล้วองค์กรใดบ้างที่จะนำแนวทางมาตรฐานที่เป็นนโยบายไปใช้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ?

    แนวทางการจัดสวัสดิการสังคมของผู้ด้อยโอกาสที่เป็นมาตรฐานนี้ หน่วยงานภาครัฐ ตั้งแต่ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ไปถึงส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน ทั้งภาคธุรกิจ องค์กรพัฒนาเอกชน(NGOs) และภาคประชาสังคม ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือ มีการทำงานแบบร่วมมือในลักษณะบูรณาการแบบสมานฉันท์กันอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรปกครองท้องถิ่น(อปท.) ที่มีตั้งแต่เทศบาล(ทั้งเทศบาลนคร เทศบาลเมือง และเทศบาลตำบล) และองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)  ที่อยู่ใกล้ชิดปัญหาต้องเรียนรู้ ต้องระดมมันสมอง ความรู้ ความคิดและรวบรวมข้อมูลในท้องที่ให้ได้ความจริงตรงกับปัญหาให้มากที่สุด เพราะในกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างก็มีบทบัญญัติในส่วนของอำนาจ หน้าที่ที่จะต้องดำเนินการในแต่ละองค์กรโดยการสังคมสงเคราะห์ ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของสตรี เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสอยู่แล้ว โดยไม่ได้แบ่งแยกว่า ประชากรในเขตรับผิดชอบจะเป็นผู้มีสัญชาติไทย คนต่างด้าว หรือคนไร้สัญชาติไร้รัฐ  ให้อยู่ในแผนพัฒนา หรือแผนปฏิบัติการ และเตรียมการด้านงบประมาณรองรับกิจกรรมต่างๆ ไว้

   ส่วนพื้นที่ตัวอย่างหรือการดำเนินการในลักษณะโครงการนำร่อง ก็คงต้องพิจารณาพื้นที่และความพร้อม ด้วยความสมัครใจ ก่อนที่จะประเมินผล สังเคราะห์ผลและติดตามผล เพื่อนำมาเป็นบทเรียนที่ดีที่สุด ก่อนจะขยายผลนำไปใช้อย่างจริงๆจังๆ ซึ่งอาจจะมีการกำหนดไว้เป็นนโยบายขององค์กร บรรจุไว้ในพันธกิจ  มีเป้าหมายและวัตถุประสงค์ หรือเป้าประสงค์ เพราะมีตัวชี้วัดอย่างชัดเจนอยู่แล้ว การนำไปปรับใช้คงไม่ยาก แต่ต้องใช้ความพยายามในการทำความเข้าใจต่อทัศนคติที่เคยมีต่อคนไร้สัญชาติ นี่แหละเป็นเรื่องที่ยาก

เป็นบทความที่เขียนขึ้นตอนฝึกงาน เป็นงานบทความชิ้นแรกที่เขียนขึ้นมาโดยใช้หลักการเขียนบทความเต็มรูปแบบ อาจจะมีการผิดพลาดด้านย่อหน้า และวรรคตอน เพราะก็อปจากเวิร์ดลงมาโดยไม่ได้ปรับเท่าไหร่นัก (ขี้เกียจ) ยังไงก็ขอให้บทความนี้ก่อประโยชน์ต่อทุกๆ คนค่ะ

                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                     

Comment

Comment:

Tweet